จากเหตุการณ์ที่นางสาวทัศพร มาโยธา อายุ 32 ปี บ้านเลขที่ 95 หมู่ 5 บ้านวังเข ตำบลเหล่าน้อย อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ประสบอุบัติเหตุขับรถเก๋ง ฮอนด้าซิตี้สีขาว ทะเบียน 2 กว 8290 กทม พุ่งตกตอม่อสะพาน บนถนนแจ้งสนิท (ช่วงร้อยเอ็ด-เสลภูมิ ) ใกล้ทางเข้าบ้านหวายหลึม ตำบลมะบ้า อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณหน้าผาก ขาซ้ายท่อนบนผิดรูป เสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ ก่อนมอบศพให้ญาติรับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี เหตุเกิดช่วงดึก วันที่ 1 ตุลาคม 2563ที่ผ่านมา
ท่ามกลางกระแสดราม่าว่า สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ผู้รับเหมาปล่อยประละเลย ไม่ติดตั้งป้ายแจ้ง และติดตั้งสัญญานไฟกระพริบให้ประชาชนได้สังเกตเห็นที่ชัดเจน เพื่อผู้ใช้ทางจะได้ใช้ความระมัดระวัง และเกิดความปลอดภัย
ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่จุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นโครงการขยายถนนเป็น 4 ช่องจราจร และมีการก่อสร้างตอม่อสะพาน พบว่าที่พื้นมีรอยครูดเป็นทางยาว ก่อนรถจะพุ่งไปชนที่ตอม่อความลึกลงจากผิวถนนประมาณ 3.50 เมตร มีชิ้นส่วนของรถเก๋งคันเกิดเหตุ และแผ่นป้ายทะเบียนตกอยู่หลายชิ้น นอกจากนี้ด้านซ้ายและด้านขวาของตอม่อ พบถังน้ำมันเปล่าขนาด 200 ลิตร ทาสีขาว – แดง ถูกรถชนกระเด็นตกอยู่ในสภาพบิดเบี้ยว ตกอยู่ข้างละ 1 ถัง ระหว่างนั้นได้มีคนงานกำลังนำแท่งแบริเออร์คอนกรีต มาตั้งวางไว้หน้าสะพานแทยถังน้ำมันที่ถูกชน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก
จากการสอบถามผู้ควบคุมโครงการก่อสร้าง ผ่านโทรศัพท์มือถือ (ไม่ประสงค์จะออกนาม) บอกว่า เบื้องต้นต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต เรื่องที่เกิดขึ้น รู้สึกไม่สบายใจที่สังคมและโลกโซเชี่ยลมองว่า ต้นเหตุของอุบุติเหตุครั้งนี้น่าจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายผู้รับเหมา ที่ไม่ได้ติดตั้งป้ายหรือไฟแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ทางสังเกตเห็นในเวลากลางคืน ขอเรียนให้ทราบว่า เราทำงานด้านก่อสร้างถนนทั่วประเทศมาแล้วกว่า 20 ปี เราคำนึงถึงความปลอดภัยผู้ใช้ทางมาเป็นอันดับ1 มีหลีกปฏิบัติในการการติดตั้งป้าย สัญญาณไฟแจ้งเตือนระหว่างการปฏิบัติงานอยู่เสมอ
โดยเฉพาะจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ก็จะมีสัญญาณไฟกระพริบในเวลากลางคืน ซึ่งจุดเกิดเหตุอยู่ระหว่างการสร้างสะพาน 2 สะพาน ห่างกันประมาณ 2 – 3 กิโลเมตร แม้จะลงผิวถนนลาดยางแล้วเสร็จ แต่สะพานยังสร้างไม่เสร็จ จึงยังไม่เปิดให้มีการใช้เป็นทางสาธารณะ และมีป้ายแจ้งไว้ตรงจุดกลับรถก่อนถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 300 เมตรอย่างชัดเจน ถ้าหากผู้ขับขี่รถขับออกมาจากตัวเมืองร้อยเอ็ด มุ่งหน้าไปอำเภอเสลภูมิ ก็จะวิ่งอยู่ใน 2 ช่องจราจรฝั่งขวามามานับ 10 กม. จึงมองว่าถ้าหากผู้ขับขี่ไม่จงใจ หรือเจตนาที่จะเลี้ยวเข้าไปจอดพักคนพักรถ หรือทำธุระข้างทางคงไม่มีใครขับเข้าไปแน่ นอกจากทีมงานในโครงการก่อสร้าง
อีกทั้งจากจุดกลับรถไปถึงที่เกิดเหตุประมาณ 300 เมตร เราได้นำถังน้ำมัน ขนาด 200 ลิตร ทาสีขาว – แดง ตั้งให้เห็นจำนวน 2 ถัง และห้ามผ่าน จึงอาจเป็นไปได้ว่าคืนเกิดเหตุซึ่งมีฝนตกหนักผู้ขับขี่ อาจจะหลบเข้าไปจอดพัก หรือนอนพัก ก่อนจะเดินทางต่อ ตื่นขึ้นมาจึงรีบขับรถกลับบ้าน อาจจะลืมไปว่า ข้างหน้ามีการก่อสร้างสะพานแล้วเบรคไม่ทันจึงชนสิ่งกีดขวางกระเด็นก่อนพุ่งชนตอม่อเป็นเหตุให้เสียชีวิต
นายอุดร ศรีสนอง ชาวบ้านหวายหลึม ซึ่งมีบ้านห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร กล่าวว่า โดยปกติชาวบ้านในระแวกนี้เขาจะรู้ว่าโครงการสร้างถนนยังไม่แล้วเสร็จ ผู้รับเหมาเขายังไม่เปิดให้ใช้ทางและมีการติดตั้งป้ายไว้เแนระยะชัดเจน จึงไม่มีใครขับรถยนต์เข้าไปบริเวณนี้ ที่พบส่วนใหญ่ก็จะมีรถจักรยาน จักรยานยนต์ หรือรถพ่วงข้าง ของชาวบ้านขับขี่ผ่านไปไร่ไปนาเท่านั้น และทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาวอำเภอเสลภูมิด้วย น่าจะคุ้นชินเส้นทางเป็นอย่างดี ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ขับรถเข้าไปทางนั้น เพราะถ้าวิ่งมาจากตัวเมืองมี 2ช่องจราจร รถวิ่งสวนทางไปมา จุดกลับรถก็มีป้ายตั้งอยู่ และต้องชลอความเร็วรถอย่างมากจึงจะหักเลี้ยวเข้าไปได้เพราะมันมืดไม่มีไฟส่องสว่าง ส่วนเวลาเกิดเหตุอาจเกืดตั้งแต่ช่วง 3- 4 ทุ่มก็เป็นได้ แต่ไม่มีใครเห็น
จากนั้นได้ไปที่วัดศรีสว่างวณาราม บ้านวังเข ตำบลเหล่าน้อย อำเภสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานศพของนางสาวทัศพร มาโยธา ผู้เสียชีวิต การจัดงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางความเศร้าโศรกเสียใจของครอบครัวและญาติมิตรที่มาร่วมงาน
นางจรรยา เกาะอำไพ อายุ 53 ปี แม่ผู้เสียชีวิต เล่าว่าลูกสาวของตนเป็นเสมือนเสาหลักของครอบครัว ก่อนหน้านั้นไปประกอบอาชีพค้าขายอยู่ที่กรุงเทพฯ มีลูก 2 คน ต่อมาได้แยกทางกับสามี หลังโควิดระบาดจึงกลับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่ จะรับสินค้ามาขายตามตลาดนัดและช่องทางออนไลน์ นำรายได้มาเลี้ยงดูพ่อ – แม่ และลูก ขณะที่ผู้เป็นพ่อก็ไม่ค่อยแข็งแรง เพราะพึ่งผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี และเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาได้ 3 วัน ก็ยังลุกเดิน-เหินไม่สะดวก
ก่อนเกิดเหตุ ในช่วงเวลา 20.00 น. (30 ก.ย.) ผู้เสียชีวิตได้โทรมาบอกกับลูกสาว 14 ปีว่า แม่กำลังจะกลับบ้าน เดี๋ยวจะซื้อข้าวกล่องไปฝากลูกทั้ง 2 คน และบอกกับแม่ว่าไม่ต้องทำกับข้าว ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่เห็นลูกสาวติดต่อกลับมาอีก ตนก็เกิดเอะใจพยายามโทรไปหาเพื่อนๆของผู้ตายและออกตามหาตามสาถานที่ที่ลูกเคยไป แต่ก็ไม่มีใครพบเห็น กระทั่งเวลา 04.00 น. (1 ก.ย.) ตนได้รับแจ้งจากนายก อบต.เหล่าน้อย สอบถามตนว่าลูกสาวได้ออกไปไหนไหม ตนก็บอกไปว่าได้ออกไปตั้งแต่ 2 ทุ่ม แต่ก็ยังไม่กลับมาบ้าน นายกฯอบต เลยบอกกับตนว่าให้ไปหาลูกสาวด้วยกัน โดยบอกกับตนเพียงว่าลูกสาวประสบอุบัติเหตุ จึงชวนญาติไปจุดเกิดเหตุ ก็พบเพียงรถเก๋งของลูกสาว ตกลงไปในหลุมตอม่อของสะพานที่กำลังก่อสร้าง ส่วนลูกสาวของตนถูกนำส่งไปโรงพยาบาลแล้ว ตนจึงตามไปดูก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปดูลูกสาว ก็มองเห็นแต่ช่วงใบหน้าที่ยังยิ้มสวยงาม และละเท้าที่มีรอยฟกช้ำ ตนได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ลูกเป็นอะไรเลย แต่ปาฏิหารก็ไม่มีจริงลูกสาวของตนได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
เบื้องต้นตนก็ยังไม่มีใครออกมาดูแลหรือรับผิดชอบ หลังจัดงานศพลูกเสร็จ ก็จะมาปรึกษาหารือกับญาติและฝ่ายกฏหมายว่า ว่าสาเหตุที่ลูกเสียชวิต เกืดจากความบกพร่องหรือประมาทเลินเล่อของผู้รับเหมาหรือไม่ ถ้าหากเกิดจากความบกพร่องของปู้รับเหมาก็จะดำเนินการฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป

Related posts
It may be that the access link is wrong or the file does not exist.